หินเดินได้คืออะไร? ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือน CGI แต่เกิดขึ้นจริง
หินเดินได้ คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่พบมากในทะเลสาบแห้ง Racetrack Playa ในอุทยาน Death Valley สหรัฐอเมริกา จุดเด่นคือก้อนหินหลายกิโลกรัมจะเคลื่อนที่บนพื้นดินได้เองโดยไม่มีคน ไม่มีสัตว์ และไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ลาก ทำให้พื้นดินมีรอยเส้นเป็นทางยาวราวกับมีใครผลักหินให้วิ่งไปข้างหน้า ภาพหินเดินได้ถูกถ่ายไว้ตั้งแต่ยุค 1940 และสร้างความงงให้มนุษย์มานานหลายทศวรรษ เพราะไม่มีคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล เช่น ลมพัดไม่สามารถเคลื่อนก้อนหินหนักหลายสิบกิโลกรัมได้ ขณะเดียวกันลูกเห็บหรือฝนก็ไม่เพียงพอ นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลไปดูด้วยตาเปล่าเพราะปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนไม่เป็นธรรมชาติ จนถูกจัดเป็นหนึ่งในธรรมชาติประหลาดสุดคลาสสิกของโลก
อะไรทำให้หินเดินได้? คำตอบที่นักวิจัยค้นพบหลังเฝ้าติดตามกว่า 10 ปี
ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Scripps Institution ใช้เวลามากกว่าสิบปีเพื่อติดตั้ง GPS บนก้อนหินและใช้โดรนตรวจสอบพื้นทะเลสาบในช่วงฤดูหนาว และสุดท้ายพบคำตอบว่าหินเดินได้เกิดจาก “การสร้างแผ่นน้ำแข็งขนาดบางมาก” เมื่อพื้นดินมีน้ำปริมาณบางๆ พอให้เย็นตัวลงตอนกลางคืน กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งที่ดันก้อนหินให้เคลื่อนตัวแบบช้าและยาว เมื่อลมพัด เบาๆ บวกกับแรงดันของน้ำแข็งที่แตกตัว ทำให้หินเคลื่อนที่ครั้งละหลายเมตรได้โดยที่คนไม่เห็น เพราะปรากฏการณ์นี้เกิดตอนเช้ามืดและใช้เวลานานหลายชั่วโมง ปรากฏการณ์นี้ทำให้มนุษย์ตระหนักว่าธรรมชาติยังมี “กลไกซ่อนอยู่” ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดได้จริง
หินเดินได้ไม่ใช่แค่เรื่องประหลาด แต่เป็นตัวบ่งชี้สภาพอากาศ
หลังจากไขปริศนาได้ นักวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจว่าหินเดินได้อาจบอกถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพราะการเกิดแผ่นน้ำแข็งบางต้องอาศัยอุณหภูมิ คืนที่เย็นจัด อากาศนิ่ง และระดับน้ำที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เริ่มพบได้น้อยลงในปัจจุบันเนื่องจากโลกร้อน ทำให้จำนวน “ฤดูกาลที่หินเดินได้” ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การลดลงนี้กลายเป็นสัญญาณว่าหุบเขามรณะกำลังเปลี่ยนระบบนิเวศอย่างรวดเร็ว นักวิจัยกำลังเก็บข้อมูลเพื่อประเมินว่าปรากฏการณ์นี้จะหายไปหรือไม่ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
ทำไมควรติดตามหินเดินได้ต่อ?
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหินเดินได้ไม่ใช่แค่เรื่องไวรัลบนโลกออนไลน์ แต่เป็นหนึ่งในกลไกธรรมชาติลึกๆ ที่ช่วยให้เข้าใจการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เพราะการเกิดแผ่นน้ำแข็งบางที่ดันหินต้องอาศัยความสมดุลของอุณหภูมิและน้ำบนพื้นผิว หากโลกยังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โอกาสเกิดเหตุการณ์นี้อาจแทบหมดไป การติดตามปรากฏการณ์นี้ต่อเนื่องจึงช่วยให้นักวิทยาศาสตร์วัดการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศแบบละเอียด ทั้งอุณหภูมิกลางคืน ลักษณะพื้นดิน และวงจรน้ำ การเฝ้าระวังจึงมีประโยชน์ต่อทั้งด้านวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติระดับโลก ( อ่านเพื่มเติม เว็บข่าว )







ใส่ความเห็น